ในการลงทุนนักลงทุนย่อมต้องการที่จะได้กำไรจากการลงทุนเป็นพื้นฐานและเป็นสิ่งดึงดูดทำให้มีคนมากมายเข้าสู่เส้นทางการลงทุนอยู่เสมอๆ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่คนมากมายต่างพากันได้ผลตอบแทนอันน่าพิศมัยจากการลงทุน ทั้งการลงทุนในตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ ตลาดอนุพันธ์และแม้แต่ การลงทุนในที่ดิน
นักลงทุนหน้าใหม่ทราบว่าผลตอบแทนที่ผ่านมาคือเท่าไหร่ในอดีตและคาดหวังว่ามันจะเป็นเช่นนั้นต่อไปในอนาคต คำถามคือว่า มันจะเป็นเช่นนั้นจริงหรือ? แล้วถ้าหากว่าผลลัพธ์หรือกำไรจากการลงทุนไม่เป็นเช่นนั้นมันเป็นเพราะอะไรล่ะ?
การที่ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวังนั้น หมายถึง ความเสี่ยงจากตลาดที่ราคาตลาดของสินทรัพย์มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ผู้ลงทุนจึงควรรับรู้ความเสี่ยงของตนเองก่อนที่จะทำการลงทุนใดๆ ซึ่งจากทฤษฏีการลงทุนสมัยใหม่ พบว่าความเสี่ยงนั้นหมายถึงความแปรปวนของสินทรัพย์ที่เราถืออยู่ที่จได้ผลตอบแทนไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวังไว้ โดยความเสี่ยงนั้นในทางสถิติหมายถึงค่า Standard deviation หรือค่าความแปรปวนที่เกิดขึ้นนั้นเอง วันนี้ผมจึงอยากจะพูดถึงทฤษฏีการลงทุนสมัยใหม่สักหน่อย
การลงทุนสมัยใหม่ เล็งความสนใจไปที่ Risk & Return โดยจะมุ่งเป้าไปที่ปัจจัยที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญและคำนวนหาความสัมพันธ์ของปัจจัยนั้น โดยจะมี 2 Theory ที่สำคัญคือ
1). Modern Portfolio theory:
จุดเริ่มต้นของการลงทุนคือการสร้าง portfolio ขึ้นมาโดยนักลงทุนสมัยใหม่จะใช้เหตุผลและกลยุทธ์ในการแฟ้นหาหลักทรัพย์ที่เข้าเกณท์การลงทุน อย่างที่บอกโดยดูจาก
Return = ค่าเฉลี่ยของผลกำไรจากการลงทุนที่สามารถเป็นไปได้ โดยจะต้องเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักตามหลักทรัพย์ที่เราลงทุน
Risk = ค่าความผันผวนที่เกิดขึ้นระหว่างค่าผลตอบแทนเฉลี่ยนั้นๆ (Standard deviation หรือ Coefficient of variance)
นักลงทุนสมัยใหม่ เชื่อว่าการลงทุนที่มีความเสี่ยงมาก สมควรที่จะต้องการผลตอบแทนที่มากตามด้วยเพื่อชดเชยความเสี่ยงนั้น (High risk, High return) เมื่อนำทั้งสองปัจจัยมาวาดกราฟจะปรากฏดังนี้
จะเห็นว่าภาพถูกบบเป็น 4 พื้นที่โดยพื้นที่ๆ น่าลงทุนคือพื้นที่ D ที่มีผลตอบแทนสูงสุดแต่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด งานของนักลงทุนสมัยใหม่คือ นำหลักทรัพย์มาจัดสรรและค่ารูปแบบ portfolio ที่สนใจ มาวาดลงในกราฟนี้และเลือกการลงทุนใน portfolio ที่อยู่ในพื้นที่ D เท่านั้น เพื่อสร้างเป็น portfolio ตามทฤษฏี โดยหากหลักทรัพย์ใดๆ ที่มีความเสี่ยงเท่ากัน (SD) จงเลือกตัวทีมี return มากกว่า หรือมี CV น้อยกว่าเสมอ
นอกจากนี้ นักลงทุนสมัยใหม่ต้องใส่ใจเป็นอย่างยิ่งกับ การจัดสรรหลักทรัพย์ใน Portfolio (asset allocation) โดย
1. High risk, high return portfolio: ให้เลือกหุ้นที่มีทิศทางเดียวกัน หมายถึงมี positive correlation ทั้งนี้หมายถึงหากตัวนี้ผลตอบแทนขึ้น อีกตัวก็จะขึ้นตามในทางเดียวกันหมายความว่าคุณจะ double gain & double loss
2. Low risk, low return ให้เลือกหุ้นที่มี negative correlation หาเลือกหุ้นลักษณะนี้ ค่า Standard deviation รวมของ portfolio จะมีค่าลดลงซึ่งความเสี่ยงของการลงทุนนั้นก็จะลดลงเช่นกัน
จะเห็นได้ว่าการจัดสรรหลักทรัพย์ใน port นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนิสัยการลงทุนส่วนบุคคลว่าจะเลือกทางไหน ให้สัดส่วนเป็นเท่าไหร่ หากเราชอบ low risk อาจจะเลือกหยิบหุ้นอสังหา มากับหุ้นเกษตรที่มักจะมี correlation ทิศทางตรงข้ามกัน เพื่อสร้าง port ความเสี่ยงต่ำ โดยอาจจะจัดเป็น 60:40 เพราะ อสังหามักให้ผลตอบแทนมากกว่าก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามหากค่าเฉลี่ยผลตอบแทนของ port นี้ไม่ถึงค่าเฉลี่ยที่คาดหวัง เราอาจจะต้องรับความเสี่ยงมากขึ้นโดยการจัด port เป็น 80:20 ก็ได้
ทั้งนี้ทฤษฏีของการมีหลักทรัพย์มากกว่า 1 ตัวที่มี negative correlation อยู่ใน port หมายถึงกลยุทธ์การ Diversification หรือการกระจายความเสี่ยงการลงทุนนั้นเอง ทั้งนี้นักลงทุนหลายคนได้มีการกระจายซ้อหุ้นอยู่แล้ว แต่ควรจะตรวจสอบด้วยว่า หุ้นเหล่านั้นมี negative correlation หรือไม่ ดูง่ายๆจากกราฟ ราคาในอดีตที่มีกมีการเคลื่อนที่เมื่อกันหรือเปล่าหรือนำ return percentage ในอดีต มาใส่ค่า Correlate(x,y) ใน excel ก็ได้
จุดเหลืองที่เห็นเป็น การจัด portfolio รูปแบบต่างๆที่ อาจจะแตกต่างกันทั้งด้าน asset allocation หรือแตกต่างกันที่ภายในตัว asset เองก็ได้ จากภาพนี้ เรานอกนึกถึงภาพ ก่อนเราจะพบว่าเราควรลงทุนใน Portfolio ที่พื้นที่ D โดยตัวที่อยู่ซ้ายสุดจะมีความปลอดภัยสูงที่สุดและหากเราต้องการผลตอบแทนที่มากขึ้นเราจะดูย้อนขึ้นไปด้านบน เพื่อไม่ให้เป็น risk seeking ที่กระโจนเข้าสาความเสี่ยงโดยผลตอบแทนเท่าเดิมหรือแย่กว่า
จากภาพจะเห็นว่า Optimal portfolio ที่ความเสี่ยงต่ำสุดคือ C หากต้องการผลตอบแทนี่มากขึ้นก็ต้องรับความเสี่ยงมากขึ้นก็จะเป็น portfolio D และ E ตามลำดับ ส่วยตัวอื่นใน attainable set ไม่ควรที่จะลงทุนเพราะให้ผลตอบแทนที่น้อยกว่าในความเสี่ยงที่มากกว่า เส้นที่ลากเชื่อ C,D,E ถูกเรียกว่า Efficient Frontier คือกำแพงประสิทธิภาพที่ควรลงทุนนั้นเอง
2). Capital Asset Pricing Model (CAPM):
อีกทฤษฏีหนึ่งของการลงทุนสมัยใหม่ก็คือ CAPM เป็น model ที่ใช้หาผลตอบแทนที่นักลงุทนควรจะได้รับจากการแบกรับความเสี่ยง (Risk premium) เพราะในการลงทุนที่มีความเสี่ยงมาก นักลงทุนไม่ควรที่จะใช้ วิจารณญาเอง ในการคาดหวังผลตอบแทนแต่ควรคำนวนผลตอบแทนที่คาดหวังจากความเสี่ยง
ซึ่งในโมเดลนี้แบ่งความเสี่ยงออกเป็น 2 แบบคือ
1. Diversifiable risk (Unsystematic):เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากความผิดพลาดต่างๆที่สามารถควบคุมได้ ในทางการลงทุนนั้นความเสี่ยงนี้จะสามารถได้จากการกระจายซื้อหลักทรัพย์ 2 – 20 ตัว
2. Nondiversifiable risk (systematic risk) เป็นความเสี่ยงที่การจายช่วยไม่ได้เพราะเกิดขึ้ยทั้งระบบ เช่น การเปลี่ยนมุมมองของตลาดต่อตลาดหุ้นได้เป๋นต้น
Nondiversifiable risk นั้นแม้จะไม่สามารถควบคุมได้ แต่นักลงทุนสมัยใหม่เชื่อว่าเราสามารถที่จะวัดได้จากการ ใช้ β เบต้า ที่เป็นตัววัดความผันผวนของportfolio หรือหลักทรัพย์เทียบกันกับ SET Index โดย portfolio ที่มี beta น้อยกว่า 1 มักจะเหวี่ยงน้อยกว่าตลาด หากมากกว่า 1 ก็จะเหวี่ยงมากกว่าตลาด โดย Beta เป็นปัจจัยหลักของ CAPM เพราะเป็นตัวบอกถึง Risk premium ของ portfolio ที่จะส่งผลถึง return ที่ควรจะได้รับจาก CAPM จากตำราเราพบว่า Betaคือ
beta is a measure of the
covariance between that asset’s return and the return
on the market divide by the market’s variance
โดยเราสามารถใช้ function ใน excel เพื่อหา beta ได้จาก Covar(x,Y)/var(y) สำหรับ required rate of return นั้นสามารถหาได้จาก
กล่าวโดยสรุปนั้นการลงทุนในหลักทรัพย์ตัวใดๆ หรือ การจัด portfolio แบบใดๆ ควรที่จะหา CAPM เพื่อค้นหาผลตอบแทนที่ควรจะได้รับซึ่งเรื่องนี้สามารถนำไปเชื่อมกับ Cost of capital เพื่อหา Weight Average Cost of Capital เพื่อหาผลตอบแทนที่ต้องการแท้จริงจากการลงทุน ซึ่งนักลงทุนสมัยใหม่จะมีการคำนวนเพื่อค้นหาอัตราผลตอบแทนนี้ โดยปกติแล้วจะประมาณ 10 – 12%
นอกจากนี้ การหา required rate of return ในจุดที่มี Beta ต่างๆกัน แล้ววาดเป็นกราฟฟิคจะได้ SML ดังภาพ
โดยภาพนี้จะแสดงความคุ้มค่าว่าหากเราขยับผลตอบแทนขึ้น 10% (จาก 10 -> 11) เราจะต้องแบกรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอีกเท่าใด ซ฿งเป็นประโยชนในการวัดว่าเราสามารถรับความเสี่ยงเพิ่มเติมจากผลตอบแทนที่มากขึ้นได้หรือไม่
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Risk แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Risk แสดงบทความทั้งหมด
6/11/2554
6/04/2554
Basic of Risk (2)
เพื่อต่อเนื่องจากบทความที่แล้วบทความนี้เราจะพูดถึงเรื่องของการบริหารความเสี่ยงให้มากขึ้นครับ โดยการบริหารความเสี่ยงจะมีความหมายว่า “การบ่งชี้ ประเมิณและความคุมดูแลความเสี่ยงเพื่อป้องกันไม่ให้เริ่องราวที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น” เพราะหากเราทำความเข้าใจและรับรู้สิ่งเลวร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้แล้วนั้น การตอบสนองของเราต่อปัจจัยกระทบก็จะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นอีกด้วย การบริหารความเสี่ยงนั้นโดยมากจะเป็นไปเพื่อรับรู้ความเสี่ยงและหลีกเลี่ยงความเสสี่ยงนั้น ไม่ใช่การโหมตัวเข้าไปปะทะกับความเสี่ยงนั้นๆ นะครับ ซึ่งการบริหารความเสี่ยงบริหารเป็นกระบวนการก่อนแล้วจึงประเมิณด้วยวิธีทางคณิตศาสตร์ โดยกระบวนการบริหารความเสี่ยงเริ่มต้นตามภาพต่อไปนี้
1. Identify Risk การรับรู้และเห็นความเสี่ยงของสิ่งที่เรากำลังทำเป็นจุดที่สำคัญที่สุดในการบริหารความเสี่ยง เพราะส่วนใหญ่แล้วนักธุรกิจหรือนักลงทุนที่ผิดพลาดมักจะไม่ตระหนักถึงความเสี่ยงที่ตนเองมี ดังนั้นวิเคราะห์และนึกถึงความเสี่ยงที่สามารถเกิดขึ้นได้จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการบริหารความเสี่ยง
2. Risk Measurement จงนึกถึงกรณีเลวร้ายที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้นและระบุถึงปัจจัยใดที่ทำให้เกิดเหตการณ์นั้นได้บ้าง คุณอาจจะทำ Scenario Analysis ที่วิเคราะห์ว่าทางปัจจัยใดๆเปลี่ยแปลงจะส่งผลอย่างไรต่อกิจกรรมที่เราทำ เพื่อประเมิณความเสี่ยงของกิจกรรม เมื่อรู้รับรู้แล้วว่ากิจกรรมของคุณนั้นมีความเสียงมากน้อยอย่างไร ให้เปรียบเทียบกับ Return ของคุณเพราะค้นหาว่ามีวิธีอื่นที่สามารถให้ผลลัพท์เคล้ายกันแต่ความเสี่ยงน้อยกว่าหรือไม่ คุณอาจจะใช้ Risk Matrix เพื่อประเมิณความเสี่ยงสูงต่ำ
จากภาพแสดงถึงบุคคล 3 ประเภท ประเภทแรกคือ
Risk-seeking คือคนที่ค้นหาความเสี่ยงเพราะเห็นความการรับความเสี่ยงจะให้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น โดยไม่ได้เข้าใจความเสี่ยงของสิ่งที่ตเองทำ ซึ่งไปแบกรับความเสี่ยงมากกว่า ทั้งๆที่ให้ผลตอบแทนน้อยกว่า
Risk Indifferent คือบุคคลที่รับความเสี่ยงทั้งๆที่ผมจากความเสี่ยงนั้นให้ค่าตอบแทนเท่านั้น (Risk Premium = 0) เป็นการลงทุนให้สิ่งที่เสี่ยงกว่าแต่มีผลตอบแทนเท่านั้น
Risk Averse คือคนที่เข้าใจความเสี่ยงรับความเสี่ยงเพราะต้องการผลตอบแทนที่มากกว่า
จะเห็นว่าหากเราเข้าใจว่า Risk ที่เราแบกรับอยู่นั้นเป็นรูปแบบใดแล้วมีผลตอบแทนเป็นเท่าไหรืน่าพึงพอใจแค่ไหน และจำแนกแยกแยะความเสียงนั้นๆ ว่าคุ้มค่าไหมที่จะเข้าไปรับ จะทำให้เราสามารถจัดกลุ่มพฤติกรรมได้ ดังที่เสนอในแผนภาพซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการวิเคราะห์ความเสี่ยง เพราะบุคคลที่ไม่ได้มองถึงความเสี่ยงนี้และไม่ได้จัดกลุ่มตัวเอง อาจะกำลังอยู่ใน risk seeking ที่เอาตัวเองไปเสี่ยงทั้งๆที่ได้ผลประโยชน์ไม่คุ้มเสียก็เป็นได้ เช่น ในปีก่อนที่คนนิยมลงทุนในพันธบัตรเกาหลี ให้ผลตอบแทน 2.5% มากกว่าพัธบัตรรัฐบาลไทย 1.5% ถามว่าหากผู้ลงทุนกลุ่มนั้นลองพิจรณาถึงความเสี่ยงดูพวกเขาอาจจะไม่ลงทุนก็เป็นได้ เพราะได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 1.5% แต่ถ้าเงินบาทอ่อนลง 2 – 3% ละก็เท่ากับว่าพวกเขาขาดทุนไปแล้ว ซึ่งผมมองว่า Risk Premium 1.5% แลกกับอัตราแลกเปลี่ยนนี้มันน้อยมากเกินไปที่เราควรจะเข้าไปแบกรับ
3. Risk Mornitor and Control การความคุมดูแลความเสี่ยงปกติแล้วผู้บริหารจะทำตาม 3 วิธีได้แก่
1) Risk Avoidance คือการที่หลีกเลี่ยงความเสี่ยง เช่น เรารู้แล้วว่าการลงทุนในหุ้น Resource จะให้ผลตอบแทนสูงแต่ผลตอบแทนจะมีค่า SD สูงเช่นกัน นักลงทุนบ้างคนอาจจะหลีกเลี่ยงโดยการนำเงินไปลงทุนในหุ้น Food ที่มีความเสถียรมากกว่าเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงนั้นๆ การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงนั้นเป็นการจัดการความเสี่ยง “ก่อน” ที่ความเสี่ยงจะเข้ามาปะทะกับตัวเองซึ่งทำให้ไม่เกิดความเสียหายใดๆ
2) Risk Transfer ความเสี่ยงสามารถจะถ่ายโอนได้ ซึ่งอาจจะมีค่าใช้จ่ายเป็น Risk Premium อยู่บ้างโดยจะเหมาะสำหรับความเสี่ยงทีมีโอกาศเกิดขึ้นน้อยแต่หากเกิดแล้วส่งผลกระทบอย่างรุนแรง การ Tranfer Risk มีเครื่องมือหลักๆ 3 รูปแบบคือ
I. Insurance หมายถึงการถ่ายโอนความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายอย่างรุนแรงให้กับบริษัทประกันแลกกับการจ่ายเบี้ยประกันให้กับบริษัท
II. Hedging การป้องกับความเสี่ยงโดยใช้เครื่องมือทางการเงินช่วย เช่น การลงทุนแบบ 2 ขาโดยใช้ Swap กับ Future เป็นต้น สองวิธีการข้างต้นเป็นการป้องกันความเสียหาย “หลัง” จากที่ความเสียหายนั้นเกิดขึ้นแล้ว
III. Diversification การกระจายความเสี่ยง หรือการ อย่าใส่ไข่ไว้ในตระกร้าใบเดี่ยวกัน เป็นการป้องกันความเสี่ยงที่สามารเกิดขึ้นโดยกระจายสินทรัพย์ออกไปลงในส่วนต่างๆที่แตกต่างกัน
3) Risk Control คือการที่ผู้บริหารติดตามความเสี่ยงและเหตการณ์ที่จะส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงนั้นๆอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันสถาณการณ์ที่ไม่คาดคิด
1. Identify Risk การรับรู้และเห็นความเสี่ยงของสิ่งที่เรากำลังทำเป็นจุดที่สำคัญที่สุดในการบริหารความเสี่ยง เพราะส่วนใหญ่แล้วนักธุรกิจหรือนักลงทุนที่ผิดพลาดมักจะไม่ตระหนักถึงความเสี่ยงที่ตนเองมี ดังนั้นวิเคราะห์และนึกถึงความเสี่ยงที่สามารถเกิดขึ้นได้จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการบริหารความเสี่ยง
2. Risk Measurement จงนึกถึงกรณีเลวร้ายที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้นและระบุถึงปัจจัยใดที่ทำให้เกิดเหตการณ์นั้นได้บ้าง คุณอาจจะทำ Scenario Analysis ที่วิเคราะห์ว่าทางปัจจัยใดๆเปลี่ยแปลงจะส่งผลอย่างไรต่อกิจกรรมที่เราทำ เพื่อประเมิณความเสี่ยงของกิจกรรม เมื่อรู้รับรู้แล้วว่ากิจกรรมของคุณนั้นมีความเสียงมากน้อยอย่างไร ให้เปรียบเทียบกับ Return ของคุณเพราะค้นหาว่ามีวิธีอื่นที่สามารถให้ผลลัพท์เคล้ายกันแต่ความเสี่ยงน้อยกว่าหรือไม่ คุณอาจจะใช้ Risk Matrix เพื่อประเมิณความเสี่ยงสูงต่ำ
จากภาพแสดงถึงบุคคล 3 ประเภท ประเภทแรกคือ
Risk-seeking คือคนที่ค้นหาความเสี่ยงเพราะเห็นความการรับความเสี่ยงจะให้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น โดยไม่ได้เข้าใจความเสี่ยงของสิ่งที่ตเองทำ ซึ่งไปแบกรับความเสี่ยงมากกว่า ทั้งๆที่ให้ผลตอบแทนน้อยกว่า
Risk Indifferent คือบุคคลที่รับความเสี่ยงทั้งๆที่ผมจากความเสี่ยงนั้นให้ค่าตอบแทนเท่านั้น (Risk Premium = 0) เป็นการลงทุนให้สิ่งที่เสี่ยงกว่าแต่มีผลตอบแทนเท่านั้น
Risk Averse คือคนที่เข้าใจความเสี่ยงรับความเสี่ยงเพราะต้องการผลตอบแทนที่มากกว่า
จะเห็นว่าหากเราเข้าใจว่า Risk ที่เราแบกรับอยู่นั้นเป็นรูปแบบใดแล้วมีผลตอบแทนเป็นเท่าไหรืน่าพึงพอใจแค่ไหน และจำแนกแยกแยะความเสียงนั้นๆ ว่าคุ้มค่าไหมที่จะเข้าไปรับ จะทำให้เราสามารถจัดกลุ่มพฤติกรรมได้ ดังที่เสนอในแผนภาพซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการวิเคราะห์ความเสี่ยง เพราะบุคคลที่ไม่ได้มองถึงความเสี่ยงนี้และไม่ได้จัดกลุ่มตัวเอง อาจะกำลังอยู่ใน risk seeking ที่เอาตัวเองไปเสี่ยงทั้งๆที่ได้ผลประโยชน์ไม่คุ้มเสียก็เป็นได้ เช่น ในปีก่อนที่คนนิยมลงทุนในพันธบัตรเกาหลี ให้ผลตอบแทน 2.5% มากกว่าพัธบัตรรัฐบาลไทย 1.5% ถามว่าหากผู้ลงทุนกลุ่มนั้นลองพิจรณาถึงความเสี่ยงดูพวกเขาอาจจะไม่ลงทุนก็เป็นได้ เพราะได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 1.5% แต่ถ้าเงินบาทอ่อนลง 2 – 3% ละก็เท่ากับว่าพวกเขาขาดทุนไปแล้ว ซึ่งผมมองว่า Risk Premium 1.5% แลกกับอัตราแลกเปลี่ยนนี้มันน้อยมากเกินไปที่เราควรจะเข้าไปแบกรับ
3. Risk Mornitor and Control การความคุมดูแลความเสี่ยงปกติแล้วผู้บริหารจะทำตาม 3 วิธีได้แก่
1) Risk Avoidance คือการที่หลีกเลี่ยงความเสี่ยง เช่น เรารู้แล้วว่าการลงทุนในหุ้น Resource จะให้ผลตอบแทนสูงแต่ผลตอบแทนจะมีค่า SD สูงเช่นกัน นักลงทุนบ้างคนอาจจะหลีกเลี่ยงโดยการนำเงินไปลงทุนในหุ้น Food ที่มีความเสถียรมากกว่าเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงนั้นๆ การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงนั้นเป็นการจัดการความเสี่ยง “ก่อน” ที่ความเสี่ยงจะเข้ามาปะทะกับตัวเองซึ่งทำให้ไม่เกิดความเสียหายใดๆ
2) Risk Transfer ความเสี่ยงสามารถจะถ่ายโอนได้ ซึ่งอาจจะมีค่าใช้จ่ายเป็น Risk Premium อยู่บ้างโดยจะเหมาะสำหรับความเสี่ยงทีมีโอกาศเกิดขึ้นน้อยแต่หากเกิดแล้วส่งผลกระทบอย่างรุนแรง การ Tranfer Risk มีเครื่องมือหลักๆ 3 รูปแบบคือ
I. Insurance หมายถึงการถ่ายโอนความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายอย่างรุนแรงให้กับบริษัทประกันแลกกับการจ่ายเบี้ยประกันให้กับบริษัท
II. Hedging การป้องกับความเสี่ยงโดยใช้เครื่องมือทางการเงินช่วย เช่น การลงทุนแบบ 2 ขาโดยใช้ Swap กับ Future เป็นต้น สองวิธีการข้างต้นเป็นการป้องกันความเสียหาย “หลัง” จากที่ความเสียหายนั้นเกิดขึ้นแล้ว
III. Diversification การกระจายความเสี่ยง หรือการ อย่าใส่ไข่ไว้ในตระกร้าใบเดี่ยวกัน เป็นการป้องกันความเสี่ยงที่สามารเกิดขึ้นโดยกระจายสินทรัพย์ออกไปลงในส่วนต่างๆที่แตกต่างกัน
3) Risk Control คือการที่ผู้บริหารติดตามความเสี่ยงและเหตการณ์ที่จะส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงนั้นๆอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันสถาณการณ์ที่ไม่คาดคิด
Basic of Risk (1)
เมื่อคุณลงทุนในเรื่องใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกิจหรือการลงทุนทางการเงิน สิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้คือการเข้าไปมีส่วนร่วมในสิ่งที่เรียกว่า “ ความเสี่ยง” ซึ่งความเสี่ยงที่ว่านี้ก็ประกอบไปด้วยหลากหลายปัจจัยสุดแท้แต่ ผู้ประกอบการหรือผู้ลงทุนจะวิเคราะห์ออกมาได้ ผมจึงลองพิจารณาตำราเรื่องการบริหารความเสี่ยงเพื่อเพิ่มความรู้ในเรื่องนี้และจะเป็นหัวข้อที่เราจะกล่าวถึงในวันนี้ครับ
ความเสี่ยงโดยส่วนตัวแล้วผมหมายถึง ”การที่เราทำในสิ่งที่เราไม่เข้าใจและไม่รู้เกี่ยวกับสิ่งนั้นๆ” เป็นคำกล่าวสั้นๆ ง่ายๆที่สามารถบรรยายถึงความเสี่ยงได้อย่างเข้าใจง่ายที่สุด ในทางการลงทุนนักลงทุนอาาจะมองความเสี่ยงว่าหมายถึงความผันผวนของมูลค่าหลักทรัพย์ที่ลงทุนไป ซึ่งผมเห็นว่าจะคล้ายกับมองค่า standard Deviation ที่เปลี่ยนเทียบความเสี่ยงไปกับความผันผวน ความเสี่ยงนั้น แบ่งได้หลายหลายรูปแบบโดยเราอาจจะแบ่ง ตามหลักเกณท์ใหญ่คือ systematic risk หมายถึงความเสี่ยงของทั้งระบบหรือทั้งตลาดที่สามารถผู้บริหารไม่สามารถควบคุมได้ และ Unsystematic risk หมายถึงความเสี่ยงที่เราสามารถควบคุมได้ นอกจากนี้ในตำราบ้างเล่มยังแบ่งความเสี่ยงออกตามปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในดังเช่น
จากภาพเราจะเห็นได้ว่าความเสี่ยงนั้น สามารถแสดงออกเป็นสองส่วนคือส่วนที่เป็นผลจากปัจจัยภายนอก(External Factor) โดยจะเป็นส่วนของ Systematic Risk ที่จะส่งผลกระทบถึงตลาดทั้งตลาด ไม่ได้แบ่งแยกเป็นรายบริษัทกับผลจากปัจจัยภายใน (Internal Factor) หรือเป็น Unsystematic risk ที่ขึ้นอยู่กับความสามารถของบริษัทที่จะบังคับจัดการและวางแผนเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงนั้นๆ โดยทั่วไปแล้วความเสี่ยงที่จัดการได้นั้นจะต้องถูกลดและจัดการโดยผู้บริหารเสียก่อนเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เกิดจากความผิดพลาดในสิ่งที่สามารถจัดเตรียมได้ แล้วถึงลอง Monitor ออกไปว่าความเสี่ยงภายนอกใดที่เราควรจะต้องระวังและปัจจัยภายนอกนั้นๆ ส่งผลกระทบอย่างไรต่อกิจกรรมที่เราทำและเตรียมวิธีป้องกันเอาไว้ก่อน จึงจะเป็นการรับมือความเสี่ยงที่ถูกต้อง
นอกจากนี้แผนภาพยังแสดงให้เราเห็นว่าความเสี่ยงยังสามารถ แยกออกเป็นรูปแบบย่อยๆ ได้ดังนี้คือ
- Market risk หมายถึงความเสี่ยงที่ราคาขายของสินค้าจะมีมูลค่าที่ต่ำกว่าราคาซื้อของสินค้า
- Liquidity risk มีคำกล่าวว่าระหว่างบริษัทที่ขาดทุนและมีกำไรติดลบ กับบริษัทที่ไม่มีเงินสดพอที่จะชำระหนี้ได้ให้เลือกบริษัทที่ขาดทุนจะดีกว่า เพราะทางธุรกิจบริษัที่ไม่มีเงินสดพอที่จะชำระหนี้และไม่สามารถที่จะผ่อนผันได้อีกต่อไป หมายถึงการจบเกมส์ธุรกิจไปแล้ว ดังนั้นการเลือกลงทุนเราควรจะพิจราณาถึงระยะเวลาในการคืนทุนและช่วงเวลาที่เราต้องใช้ในการลงทุนในสินทรัพย์นั้นๆด้วย นอกจากนี้เรายังควรที่จะถือสินทรัพย์ที่มีความสามารถในการเปลี่ยนเป็นเงินสดได้อย่างรวดเร็ว เพื่อสำรองไว้ในยามฉุกเฉิน
- Credit risk หมายถึงการที่บริษัทกู้เงินมามากและไม่สามารถที่จะคืนดอกเบี้ยและเงินต้นได้ทันเวลา เราสามารถดูได้จากค่า D/E ratio ที่จะบ่งบอกถึงความเสี่ยงชนิดนี้
- Strategy risk หมายถึงความเสี่ยงที่กลยุทธ์ที่ว่างไว้นั้นจะไม่สำเร็จผล คือการที่ผู้ประกอบการหรือผู้ลงทุนมีการวางยุทธศาสตร์ที่ผิดนั้นเอง
- Operational risk หมายถึงความเสี่ยงจากการปฎิบัติงาน ที่ผู้ลงมือปฏิบัติงานไม่สามารถทำตามแผนการที่วางไว้ได้อย่างลุล่วง เช่น การที่กองทุนตั้งเป้าหมายว่าจะทำการลงทุนแบบ Conservative แต่กลับไปลงทุนแบบ Aggressive ซึ่งผิดกับแผนการที่วางไว้
จากภาพนี้ผมได้ยกตัวอย่างของปัจจัยที่มีผลกับความเสี่ยงของทั้งภายนอกและภายใน ซึ่งการที่เราสามารถเข้าใจถึงความเสี่ยงในสิ่งที่ตนเองทำ (Identify Risk) จะเป็นการป้องกันเราจากเหตการณ์เลวร้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหมายถึงการที่เรามีการบริหารความเสี่ยงที่ดีนั้นเอง
ความเสี่ยงโดยส่วนตัวแล้วผมหมายถึง ”การที่เราทำในสิ่งที่เราไม่เข้าใจและไม่รู้เกี่ยวกับสิ่งนั้นๆ” เป็นคำกล่าวสั้นๆ ง่ายๆที่สามารถบรรยายถึงความเสี่ยงได้อย่างเข้าใจง่ายที่สุด ในทางการลงทุนนักลงทุนอาาจะมองความเสี่ยงว่าหมายถึงความผันผวนของมูลค่าหลักทรัพย์ที่ลงทุนไป ซึ่งผมเห็นว่าจะคล้ายกับมองค่า standard Deviation ที่เปลี่ยนเทียบความเสี่ยงไปกับความผันผวน ความเสี่ยงนั้น แบ่งได้หลายหลายรูปแบบโดยเราอาจจะแบ่ง ตามหลักเกณท์ใหญ่คือ systematic risk หมายถึงความเสี่ยงของทั้งระบบหรือทั้งตลาดที่สามารถผู้บริหารไม่สามารถควบคุมได้ และ Unsystematic risk หมายถึงความเสี่ยงที่เราสามารถควบคุมได้ นอกจากนี้ในตำราบ้างเล่มยังแบ่งความเสี่ยงออกตามปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในดังเช่น
จากภาพเราจะเห็นได้ว่าความเสี่ยงนั้น สามารถแสดงออกเป็นสองส่วนคือส่วนที่เป็นผลจากปัจจัยภายนอก(External Factor) โดยจะเป็นส่วนของ Systematic Risk ที่จะส่งผลกระทบถึงตลาดทั้งตลาด ไม่ได้แบ่งแยกเป็นรายบริษัทกับผลจากปัจจัยภายใน (Internal Factor) หรือเป็น Unsystematic risk ที่ขึ้นอยู่กับความสามารถของบริษัทที่จะบังคับจัดการและวางแผนเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงนั้นๆ โดยทั่วไปแล้วความเสี่ยงที่จัดการได้นั้นจะต้องถูกลดและจัดการโดยผู้บริหารเสียก่อนเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เกิดจากความผิดพลาดในสิ่งที่สามารถจัดเตรียมได้ แล้วถึงลอง Monitor ออกไปว่าความเสี่ยงภายนอกใดที่เราควรจะต้องระวังและปัจจัยภายนอกนั้นๆ ส่งผลกระทบอย่างไรต่อกิจกรรมที่เราทำและเตรียมวิธีป้องกันเอาไว้ก่อน จึงจะเป็นการรับมือความเสี่ยงที่ถูกต้อง
นอกจากนี้แผนภาพยังแสดงให้เราเห็นว่าความเสี่ยงยังสามารถ แยกออกเป็นรูปแบบย่อยๆ ได้ดังนี้คือ
- Market risk หมายถึงความเสี่ยงที่ราคาขายของสินค้าจะมีมูลค่าที่ต่ำกว่าราคาซื้อของสินค้า
- Liquidity risk มีคำกล่าวว่าระหว่างบริษัทที่ขาดทุนและมีกำไรติดลบ กับบริษัทที่ไม่มีเงินสดพอที่จะชำระหนี้ได้ให้เลือกบริษัทที่ขาดทุนจะดีกว่า เพราะทางธุรกิจบริษัที่ไม่มีเงินสดพอที่จะชำระหนี้และไม่สามารถที่จะผ่อนผันได้อีกต่อไป หมายถึงการจบเกมส์ธุรกิจไปแล้ว ดังนั้นการเลือกลงทุนเราควรจะพิจราณาถึงระยะเวลาในการคืนทุนและช่วงเวลาที่เราต้องใช้ในการลงทุนในสินทรัพย์นั้นๆด้วย นอกจากนี้เรายังควรที่จะถือสินทรัพย์ที่มีความสามารถในการเปลี่ยนเป็นเงินสดได้อย่างรวดเร็ว เพื่อสำรองไว้ในยามฉุกเฉิน
- Credit risk หมายถึงการที่บริษัทกู้เงินมามากและไม่สามารถที่จะคืนดอกเบี้ยและเงินต้นได้ทันเวลา เราสามารถดูได้จากค่า D/E ratio ที่จะบ่งบอกถึงความเสี่ยงชนิดนี้
- Strategy risk หมายถึงความเสี่ยงที่กลยุทธ์ที่ว่างไว้นั้นจะไม่สำเร็จผล คือการที่ผู้ประกอบการหรือผู้ลงทุนมีการวางยุทธศาสตร์ที่ผิดนั้นเอง
- Operational risk หมายถึงความเสี่ยงจากการปฎิบัติงาน ที่ผู้ลงมือปฏิบัติงานไม่สามารถทำตามแผนการที่วางไว้ได้อย่างลุล่วง เช่น การที่กองทุนตั้งเป้าหมายว่าจะทำการลงทุนแบบ Conservative แต่กลับไปลงทุนแบบ Aggressive ซึ่งผิดกับแผนการที่วางไว้
จากภาพนี้ผมได้ยกตัวอย่างของปัจจัยที่มีผลกับความเสี่ยงของทั้งภายนอกและภายใน ซึ่งการที่เราสามารถเข้าใจถึงความเสี่ยงในสิ่งที่ตนเองทำ (Identify Risk) จะเป็นการป้องกันเราจากเหตการณ์เลวร้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหมายถึงการที่เรามีการบริหารความเสี่ยงที่ดีนั้นเอง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)











